ซอฟต์แวร์ ประเภทของซอฟต์แวร์

ประเภทของซอฟต์แวร์

ซอฟต์แวร์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ

ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
เป็นโปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้
ประสานกัน และควบคุมลำดับขั้นตอนการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆในระบบคอมพิวเตอร์
ซอฟต์แวร์ระบบที่นิยมแพร่หลาย ได้แก่ DOS, UNIX, WINDOWS, SUN, OS/2, NET
WARE เป็นต้น โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Operating Systems : OS) หรือ Supervisory
Programs หรือ Monitors Programs เป็นโปรแกรมที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งและมีความ
สลับซับซ้อนมาก ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถควบคุม (Control) การปฏิบัติงานของเครื่องได้เอง
โดยอัตโนมัติ และดูแลตรวจตราทุก ๆ การทำงานของฮาร์ดแวร์ในระบบคอมพิวเตอร์ นับตั้งแต่
เปิดเครื่องจนกระทั่งปิดเครื่อง ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์

  • โปรแกรมที่ทำงานทางด้านควบคุม (Control Programs)

หมายถึง โปรแกรมที่ใช้ ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
ที่สำคัญ ได้แก่

    • Supervisor การจัดการทั่วไปเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ จะอยู่ภายใต้
      ความควบคุมของ Supervisor ซึ่งอยู่ในหน่วยความจำหลักในซีพียูและทำหน้าที่
      ประสานงานกับส่วนอื่น ๆ ของโปรแกรมควบคุมระบบ เมื่อใดที่โปรแกรมภายใต้
      ระบบปฏิบัติการถูกเรียกมาใช้งาน Supervisor จะส่งการควบคุมไปยังโปรแกรมนั้น
      เมื่อการทำงานสิ้นสุดลง โปรแกรมดังกล่าวจะส่งการควบคุมกลับมายัง
      Supervisor อีกครั้ง
    • โปรแกรมควบคุมงานด้านอื่น ๆ (Other Job/Resource Control Programs)
      ได้แก่ โปรแกรมที่ควบคุมเกี่ยวกับลำดับงาน ความผิดพลาดที่ทำให้การหยุดชะงัก
      ของโปรแกรม (Interrupt) หรือพิมพ์ข้อความหรือข่าวสารให้แก่ผู้ควบคุมเครื่อง
      ทราบเมื่อมีข้อผิดพลาด หรือต้องการแจ้งให้ทราบถึงสถานภาพของอุปกรณ์รับส่ง
      เป็นต้น
  • ระบบปฏิบัติการของไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer Operating System) 

มีลักษณะเฉพาะโดยขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการและฮาร์ดแวร์ โปรแกรมสำเร็จรูปไม่สามารถใช้
ข้ามระบบปฏิบัติการได้ เช่น โปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้บนระบบปฏิบัติการ MS – DOS จะไม่
สามารถนำไปใช้บน Windows ได้ ระบบปฏิบัติการที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่

    • MS – DOS (Microsoft Disk Operating System)

เป็นโปรแกรมควบคุมระบบปฏิบัติการ พัฒนาในช่วงปีค.ศ. 1980 จากบริษัท Microsoft พัฒนา
ขึ้นมาเพื่อใช้กับงานเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Microprocessor รุ่น 8086, 8088, 80286,
80386, 80486 สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องคอมพิวเตอร์ IBM Compatible ทั่วไป มี 2 เวอร์ชัน
(Version) ได้แก่ PC-DOS และ MS-DOS ดอสเป็นระบบปฏิบัติการที่มีส่วนประสานกับผู้ใช้
(User Interface) เป็นแบบป้อนคำสั่ง (Command – line User Interface) MS – DOS นั้นจะมี
ส่วนประกอบโปรแกรม 3 ส่วน คือ IO.SYS MS – DOS.SYS และ COMMAND.COM ทั้ง 3
โปรแกรมจะทำหน้าที่ในการจัดการทำงานทุกอย่างในระบบ สำหรับ MS – DOS.SYS และ
IO.SYS นั้นเป็นไฟล์ระบบและถูกซ่อนไว้ในขณะที่เราสั่งงาน
IO.SYS เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ป้อนเข้า (Input Device) และ
อุปกรณ์แสดงผล (Output Device) เช่น แป้นพิมพ์ จอภาพ และเครื่องพิมพ์ เป็นต้น
MS – DOS.SYS เป็นส่วนที่ใช้ในการเข้าถึง (Access) โปรแกรมย่อย (Routine) ต่าง ๆ
ของดอส เมื่อโปรแกรมมีการเรียกใช้รูทีนเหล่านั้น ตัว MS – DOS.SYS จะรับข้อมูลต่าง ๆ
จากโปรแกรมต่าง ๆ ผ่านจากรีจิสเตอร์ทำการควบคุมการทำงาน (Control Block) และจัด
พารามิเตอร์ในการเรียกใช้ IO.SYS ให้ทำงานตามที่ต้องการ
COMMAND.COM ทำหน้าที่เป็นตัวประสาน คอยรับคำสั่งจากผู้ใช้ผ่านทางแป้นพิมพ์ เพื่อส่ง
ผ่านคำสั่งไปยังคอมพิวเตอร์ เปรียบเสมือนตัวเชื่อมผู้ใช้กับโปรแกรมจัดระบบคำสั่งในระบบ
MS – DOS จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
คำสั่งภายใน (Internal Command) เป็นคำสั่งที่มีอยู่แล้วภายในระบบ เช่น คำสั่ง DIR
(Directory) เป็นการเรียกข้อมูลจากหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง ขึ้นมาดูเพื่อค้นหาแฟ้มข้อมูล
คำสั่ง COPY เป็นการสำรองข้อมูลไว้ REN (Rename) เป็นการเปลี่ยนชื่อแฟ้มข้อมูลโดยที่
ข้อมูลภายในยังคงเหมือนเดิม คำสั่ง TYPE เป็นการเรียกดูรายละเอียดของข้อมูลแต่ละแฟ้มขึ้น
มาดู แต่แฟ้มนั้นจะต้องอยู่ในรูปของข้อความ (Text File) และคำสั่ง CLS (Clear) เป็นคำสั่ง
ลบข้อความบนจอภาพ โดยที่ข้อมูลที่อยู่ภายในแฟ้มจะไม่หาย เป็นต้น
คำสั่งภายนอก (External Command) คำสั่งประเภทนี้ต้องเรียกใช้จากแผ่นโปรแกรมหรือจาก
หน่วยความจำสำรองที่ได้สร้างเก็บคำสั่งต่าง ๆ เหล่านี้ไว้หากไม่มีก็จะไม่สามารถเรียกคำสั่ง
ขึ้นมาใช้ได้ เช่น คำสั่ง CHKDSK (Check Disk) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการตรวจสอบหน่วยเก็บข้อมูล
สำรองว่ามีพื้นที่ในการเก็บเท่าใด ใช้ไปเท่าใด คงเหลือเท่าใด และมีส่วนหนึ่งส่วนใดของหน่วย
เก็บข้อมูลสำรองเสียหรือไม่
คำสั่ง FORMAT เป็นการจัดเตรียมโครงสร้างภายในแผ่นหรือจานแผ่นเหล็ก เป็นการวิเคราะห์
แผ่นจานแม่เหล็กสำหรับตำแหน่ง (Track) ที่เสีย

    • Windows 2000 Professional / Standard

เป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับการ พัฒนาให้อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ที่ใช้งานลักษณะเป็น
กราฟิก เช่น มีโปรแกรม Windows Installation Service ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำการติดตั้ง
หรืออัพเกรด (Upgrade) โปรแกรมได้ง่ายและมีการจัดการระบบตลอดจนมีการบริหารแม่ขาย
แบบรวมศูนย์ เหมาะสำหรับใช้ในงานสำนักงานมากกว่าที่จะใช้ที่บ้าน จุดเด่นของ Windows
2000 คือ การต่อเชื่อมระบบเครือข่ายและระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูงและ
สนับสนุน Multi Language

    • Windows XP

เป็นระบบปฏิบัติการที่มีความสมบูรณ์แบบทั้งในด้านการ ทำงานร่วมกับ Internet Explorer 6
และ Microsoft Web Browser Windows XP มี 2 รูปแบบด้วยกัน คือ Windows XP
Home Edition และ Windows XP Professional Edition

    • Mac OS X

ระบบปฏิบัติการ Macintosh Operating System เป็นระบบ ปฏิบัติการของเครื่องแมคอินทอช
เป็นผลิตภัณฑ์แรกที่ประสบความสำเร็จเกี่ยวกับการทำงานแบบ GUI ในปี ค.ศ. 1984 ของบริษัท
Apple ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นระบบปฏิบัติการ Mac OS โดยเวอร์ชันล่าสุดมีชื่อเรียกว่า
Mac OS X เหมาะสมกับคอมพิวเตอร์ที่ผลิตโดยบริษัท Apple และมีความสามารถในการทำงาน
หลายโปรแกรมพร้อมกัน (Multitasking) เหมาะกับงานในด้านเดสก์ทอปพับลิชชิ่ง
(Desktop Publishing)

    • UNIX

เป็นระบบปฏิบัติการที่ใหญ่ สามารถใช้งานในลักษณะการทำงาน หลาย ๆ โปรแกรมพร้อมกัน
(Multitasking) และเป็นแบบมัลติยูสเซอร์ (Multi-User) คือ มีผู้ใช้หลาย ๆ คนพร้อมกัน
เป็นระบบที่พัฒนามาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น เครื่องเมนเฟรม มินิคอมพิวเตอร์
และเวิร์กสเตชั่น (Workstation) เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ธรรมดา ๆ ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ
UNIX สามารถทำงานรองรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มี User ต่อเชื่อมเข้ามาได้มากถึง 120 ตัว
ไปพร้อม ๆ กันและเหมาะสมสำหรับระบบเน็ตเวิร์ก (Network) นอกจากนั้นยังสามารถเคลื่อนย้าย
งานและแอพพลิเคชั่นไปมาระหว่างแพลทฟอร์มได้ และสามารถย้ายงานที่รันอยู่บน DOS หรือ
Windows มาใช้บนระบบปฏิบัติการ UNIX ได้ นอกจากนี้ยังมียูทิลิตี้ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
ให้กับ UNIX อีกด้วย

    • LINUX

เป็นระบบปฏิบัติการที่มีลักษณะคล้ายกับ UNIX พัฒนาขึ้นมาเพื่อ แจกจ่ายให้ใช้โดยไม่เสีย
ค่าใช้จ่ายบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ PC
ระบบปฏิบัติการลินุกซ์ทะเล (Linux TLE) เกิดขึ้น เนื่องจากระบบปฏิบัติการลินุกซ์หลายค่ายจาก
ต่างประเทศยังใช้งานภาษาไทยได้ไม่ดีเท่าที่ควร และการติดตั้งภาษาไทยก็ยุ่งยากพอสมควร
จึงเป็นอุปสรรคสำคัญในการนำลินุกซ์มาใช้งาน จากปัญหาเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ซึ่งมี
ราคาสูง ทำให้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ได้ตั้งทีมออกแบบ
พัฒนาให้ใช้งานภาษาไทยและสามารถนำมาใช้งานแทน Windows ได้ ให้ชื่อว่า Linux TLE
(Thai Language Extension) หรือ ลินุกซ์ทะเล และเป็นการพัฒนาโดยคนไทยซึ่งต้องการ
พัฒนาซอฟต์แวร์กลางที่มีภาษาไทยเสริม ภายใต้มาตรฐานสากล TLE จึงเป็นตัวแทนของ
จุดประสงค์ของการพัฒนา และแสดงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ให้สอดคล้องกับที่มาและ
สามารถเข้าใจได้ในเวทีสากล ลินุกซ์ทะเลได้พัฒนาระบบภาษาไทยให้ใช้งานได้ดีถึง 100%
มีระบบการตัดคำที่อ้างอิงจากดิกชันนารี เพิ่มฟอนต์ภาษาไทยประเภทบิตแมปอีก 20 ฟอนต์
รวมทั้งฟอนต์แบบ True – Type สนับสนุนมาตรฐาน TIS620 เป็นฟอนต์ไทยซึ่งทาง NECTEC
ได้จดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    • Solaris

เป็นเวอร์ชันหนึ่งของ UNIX พัฒนาโดยบริษัท Sun Microsystems เป็นระบบปฏิบัติการ
เครือข่ายที่ออกแบบสำหรับงานด้านโปรแกรม E – commerce

3. การลงโปรแกรม

การติดตั้งโปรแกรมโดยปกติทั่วไป จะมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากมากนัก ยกเว้นแต่ติดตั้ง
ระบบปฏิบัติการ Windows หรือ O.S.       เนื่องจากจะต้องมีการ setup และเตรียมพร้อมจัดหา
driver ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับเครื่องๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็น driver ของการ์ดจอ การ์ดเสียงเป็นต้น
ณ ที่นี่จะไม่ขอกล่าวถึงการติดตั้ง Windows เนื่องจากคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะติดตั้งไว้ให้
เรียบร้อยแล้ว ตอนซื้อเครื่องคอมฯ หลักในการติดตั้งโปรแกรม สามารถแบ่งออกได้ 2 วิธี
ติดตั้งจากแผ่น CD แบบรันอัตโนมัติ

  • ใส่แผ่น CD โปรแกรมที่ต้องการติดตั้ง
  • รอสักครู่โปรแกรม จะเปิดโปรแกรมช่วยในการติดตั้งอัตโนมัติ
  • กดปุ่มยืนยันการติดตั้ง
  • ใส่หมายเลขรับอนุญาต หรือ Serial Number (แล้วแต่โปรแกรม)
  • ทำตามขั้นตอนต่างๆ ที่หน้าจอกำหนดไว้
  • รอจนกระทั่วติดตั้งเสร็จสมบูรณ์
  • หลังจากเสร็จแล้ว บางโปรแกรมอาจจำเป็นต้องมีการ restart เครื่องใหม่
  • รายะเอียดดังกล่าวข้างต้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ทั้งนี้ขึ้นกับโปรแกรมที่นำมาติดตั้ง

ติดตั้งจากแผ่น CD แบบไม่ได้รันอัตโนมัติ

  • กดปุ่ม Start
  • เลือก RUN
  • คลิกปุ่ม Browse
  • เพื่อเลือก drive ที่เก็บโปรแกรมที่ทำการติดตั้ง
  • เลือกไฟล์ชื่อ Setup หรือ Install (โปรแกรมส่วนใหญ่จะใช้ชื่อเหล่านี้)
  • กดปุ่มยืนยันการติดตั้ง
  • ใส่หมายเลขรับอนุญาต หรือ Serial Number (แล้วแต่โปรแกรม)
  • ทำตามขั้นตอนต่างๆ ที่หน้าจอกำหนดไว้
  • รอจนกระทั่วติดตั้งเสร็จสมบูรณ์
  • หลังจากเสร็จแล้ว บางโปรแกรมอาจจำเป็นต้องมีการ restart เครื่องใหม่
  • รายะเอียดดังกล่าวข้างต้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ทั้งนี้ขึ้นกับโปรแกรมที่นำมาติดตั้ง
  • นอกจากนี้คุณสามารถเลือกติดตั้งโปรแกรมผ่าน ทางเมนูของ Windows ได้ดังนี้
    • คลิกปุ่ม Start
    • คลิกเลือก Control Panel
    • คลิกปุ่ม Add/Remove Program
    • คลิกเลือก Add New Program
    • คลิกเลือกปุ่ม CD or Floppy

4. การดูแลรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์  เช่น การใช้ disk defragmenter

การ Defragment ก็คือ การจัดข้อมูล ต่างๆ ที่บันทึก ลงไปใน ฮาร์ดดิสก์ ให้เป็นระเบียบ
เนื่องจาก เมื่อมีการ ติดตั้งโปรแกรม Save หรือ Delete ข้อมูลใหม่ๆ ลงไป ข้อมูลเหล่านี้
จะถูกจัดเก็บ อย่าง กระจัดกระจาย ในฮาร์ดดิสก์ ซึ่งนั่นจะทำให้ การทำงานของเครื่อง ช้าลง
เนื่องจาก หัวอ่านข้อมูล ต้องกระโดดข้าม ไป-มา ในแต่ละส่วน ของดิสก์ ที่แยกกระจายกันนั้น
เพียงเพื่ออ่านข้อมูล จากไฟล์เดียว การใช้ โปรแกรม Defragmenter นั้น จะช่วยให้
ข้อมูลเหล่านี้ เป็นระเบียบ ด้วยการ จัดเอา ข้อมูลของโปรแกรม และไฟล์ต่างๆ ให้อยู่รวมกัน
อย่างเป็นหมวดหมู่ อันส่งผลให้ ฮาร์ดดิสก์ เรียกหาข้อมูล ได้รวดเร็ว ยิ่งขึ้น การทำ
Disk Defragment นี้ ควรทำ อย่างน้อย เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้ ฮาร์ดดิสก์ ของคุณ มีระเบียบ
อยู่ตลอด รวมทั้ง หากคุณ ได้มีการติดตั้ง โปรแกรม ใหม่ๆ ลงไป ก็ควร ทำการ Defragment
ด้วย โดยสามารถ เรียกใช้งาน ได้ตามนี้

  1. เรียกโปรแกรม Disk Defragmenter โดยเริ่มต้นที่ Start > เลือก Program >
    เลือก Accessories > เลือก System Tool > สุดท้ายเลือก Disk Defragmenter
  2. ก่อนเข้าสู่ โปรแกรม Disk Defragmenter ให้เลือก Drive ที่ต้องการ จะ Defrag ก่อน
  3. เมื่อเข้าสู่ โปรแกรม Disk Defragmenter โปรแกรม จะเริ่มต้น Defrag โดยอัตโนมัติ
    โดยที่คุณ สามารถ ดูการจัดระเบียบฮาร์ดดิสก์ ของคุณ ในขณะที่ โปรแกรม ทำการ
    Defrag ได้ โดยเลือกที่ Advance
  4. หากเลือกที่ Advance จะเห็น การทำงาน ของโปรแกรม โดยละเอียด แต่หากไม่เลือก
    ก็จะเห็นความคืบหน้า ของการ Defrag ซึ่งจะ แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ รอจนกระทั่ง
    เสร็จเรียบร้อย ( ซึ่งจะใช้เวลานานสักครู่ โดยเฉพาะเมื่อทำการ Defrag ในครั้งแรก )

หมายเหตุ ก่อนที่จะ Defrag นั้น ให้ปิด โปรแกรม อื่นๆ ให้หมด อีกทั้ง ในระหว่าง ที่เครื่อง
Defrag อยู่ ไม่ควร เปิดใช้ โปรแกรมใด ๆ ทั้งสิ้น รวมไปถึง ให้ยกเลิก Screen Saver
ไว้ชั่วคราวด้วย เพื่อให้ เครื่อง Defrag ได้เร็วยิ่งขึ้นส่วนการที่ทำ Disk Defrag บ่อยแค่ไหนนั้น
ก็ขึ้นอยู่กับว่า งาน เป็นลักษณะไหน หากแค่ พิมพ์งานธรรมดา ๆ การทำdefrag ราวเดือนละครั้ง
ก็พอแล้ว แต่หากมีลักษณะ การใช้งาน ที่ต้องมีการสร้างไฟล์ชั่วคราว ขึ้นมาบ่อยครั้ง เช่น
การใช้เครื่องสแกนเนอร์  การท่องอินเตอร์เน็ต หรือการเปิดไฟล์เพลง หรือ การสร้างไฟล์
ขนาดใหญ่ เช่นไฟล์รายงานบัญชี ไฟล์ภาพขนาดใหญ่ ฯลฯ คุณก็ควรจะต้องทำการ defrag
ให้บ่อยขึ้น นอกจากนั้นอาจพิจารณาได้จาก พื้นที่ที่ยังเหลืออยู่ ในฮาร์ดดิสก์ด้วยว่า มีมากน้อย
แค่ไหน หากปรากฏว่า คุณเพิ่งจะใช้พื้นที่ ไปแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ก็อาจจะยังไม่จำเป็น จะต้องทำ
defrag ก็ได้ แต่หากมีการใช้พื้นที่ ไปสัก 70 เปอร์เซ็นต์แล้ว การทำ defrag นี้ ก็จะช่วยจัดระบบ
ไดร์ฟ และเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานของเครื่องของคุณ ได้ค่อนข้างมาก
การทำ Defrag อาจเสียเวลา ค่อนข้างมาก หากมีไฟล์ขนาดใหญ่ และพื้นที่แตกกระจาย
ของฮาร์ดดิสก์ค่อนข้างมาก นอกจากนั้น โปรแกรมนี้ อาจหยุดค้างไปเฉย ๆ หากพื้นที่ดิสก์
เสียหายมาก หรือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น มีการเชื่อมโยง กับระบบเครือข่าย หรือ ว่ามีการ
เปิดโปรแกรมอื่น ควบคู่กันไปด้วย คุณจึงควรจะต้อง ปิดไฟล์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง, ถอดสาย
ต่อเชื่อมระบบเครือข่ายออก และแม้แต่ใน Recycle Bin ก็ควรจะต้องลบไฟล์ ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว
ทิ้งไปด้วย จะช่วยได้มาก
หากจำเป็น ต้องทำการ defrag บ่อยครั้ง อาจจะสั่งให้ เครื่องคอมพิวเตอร์ ทำการ defrag เอง
โดยอัตโนมัติ ได้ด้วยการใช้ โปรแกรม Microsoft Task Scheduler ซึ่งจะช่วยเปิดโปรแกรม
Disk Defragmenter ให้ โดยอัตโนมัติ สัปดาห์ละครั้ง ซึ่งจะสามารถ ทำได้ด้วยการคลิกที่ปุ่ม
Start เลือก Programs / Accessories / System Tools / Scheduled Tasks ต่อจากนั้น ให้
Double Click ที่ Add Scheduled Task และคลิก Next ต่อจากนั้น ให้เลือก Disk
Defragmenter จากรายการ โปรแกรม และคลิกเลือก Next พร้อมทั้ง กำหนดความถี่ ที่ต้องการ
ให้เครื่องทำการ defrag ต่อจากนั้นคลิก Next และเลือก วัน/เวลา สำหรับการทำ defrag
อย่างไรก็ตาม ก็จงอย่าลืม เปิดเครื่องทิ้งไว้ ในวัน/เวลา ที่คุณได้กำหนด ให้เครื่องทำการ defrag
โดยอัตโนมัติด้วย

Disk Cleanup

        Disk Cleanup ก็คือ การทำ ความสะอาด ฮาร์ดดิสก์ โดยลบไฟล์ ที่ไม่จำเป็น
ต่อการใช้งาน ออกไป อาทิเช่น ไฟล์ Temp, Bak, Old รวมไปถึง ไฟล์อินเตอร์เน็ต ทั้งหลาย
ที่เก็บไว้ใน Cache ของ Browser ซึ่งจะช่วย เพิ่มเนื้อที่ ให้ฮาร์ดดิสก์ ที่สำคัญ จะช่วยให้
ฮาร์ดดิสก์ ทำงานได้เร็วขึ้น เนื่องจาก มีพื้นที่ เหลือว่าง สำหรับ การจัดการ ข้อมูลต่างๆ
( ควรเหลือ เนื้อที่ ฮาร์ดดิสก์ ไว้อย่างน้อย 10% ของขนาด ฮาร์ดดิสก์ ) การทำ Disk Cleanup
ไม่มีกำหนดเวลา ตายตัว แต่ทางที่ดี หลังจากที่คุณ ทำ Scandisk หรือ Defrag Disk แล้ว
ก็สมควร Cleanup Disk ด้วย โดยสามารถ เรียกใช้งานได้ดังนี้

  1. เรียกโปรแกรม Disk Cleanup โดยเริ่มต้นที่ Start > เลือก Program >
    เลือก Accessories > เลือก System Tool > สุดท้ายเลือก Disk Cleanup
  2. ก่อนเข้าสู่โปรแกรม Disk Cleanup นั้น เครื่องจะ ตรวจสอบ ข้อมูล ภายใน ฮาร์ดดิสก์
    เสียก่อนว่า มีข้อมูลใดๆ บ้างที่ไม่ต้องการ
  3. เมื่อเข้าสู่ โปรแกรม Disk Cleanup ให้คุณเลือก ไฟล์ที่คุณ ไม่ต้องการ ซึ่งคุณ สามารถ
    เลือกได้ ทั้งหมด โดยที่ ไม่มีปัญหา ใดๆ ต่อการทำงา นของเครื่องคุณ คุณยัง สามารถ
    สังเกตได้ด้วยว่า ที่คุณเลือกไปนั้น สามารถ คืนพื้นที่ ให้คุณได้เท่าใด ที่ข้างล่าง
    ของโปรแกรม เสร็จแล้ว ให้คลิก OK
  4. โปรแกรม จะถามว่า คุณแน่ใจหรือไม่ ที่จะลบ ไฟล์เหล่านี้ ให้คุณตอบ Yes จากนั้น
    โปรแกรม จะทำการ ลบไฟล์ต่างๆ เหล่านั้นต่อไป

ขอขอบคุณ ที่มา:
ซอฟแวร์ และประเภทของซอฟแวร์
http://www.l3nr.org/posts/484051
ประเภทของซอฟแวร์ระบบ
http://www.comsimple.com
การใช้งานระบบซอฟต์แวร์ระบบ
http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type2/tech03/32/p6.html
อุปกรณ์อัจฉริยะ
http://www.doodroid.com/news/51
การติดตั้งอุปกรณ์
http://home.kku.ac.th/hslib/412141/412141_2548/c1s2periperial.htm
การติดตั้งระบบปฎิบัติการ
http://nerozecs07.blogspot.com/
การจัดการแฟ้มข้อมูล
http://bioblackdead.wordpress.com
กาารลงโปรแกรม
http://www.fisheries.go.th/it/web_it/setupprogram.htm