ขั้นตอนการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

ขั้นตอนการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาบทเรียนนั้น จะเป็นการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย-สอน ซึ่งเป็น
ไปตามแนวทางของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
พัฒนาขึ้นโดย รศ.ไพโรจน์ ตีรณธนากุล ขั้นตอนทั้งกระบวนการได้แบ่งออกเป็น
16 ขั้นตอน ซึ่งอยู่ในกรอบของ 5 ช่วงตอนหลัก

2.6.1 ช่วงการวิเคราะห์เนื้อหา (Analysis)

ในการพัฒนาเนื้อหาหารเรียนการสอนนั้น ผู้พัฒนาจะต้องทำความเข้าใจกับเนื้อหาสาระ ที่จะนำมา
ใส่ในบทเรียน เพื่อกำหนดให้ชัดเจนว่าจะให้ผู้เรียนเรียนอะไรบ้าง เรียนอะไรก่อน เรียนอะไรหลัง
เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกันในแต่ละหัวข้อดังนั้น ผู้พัฒนาจึงต้องตระหนัก และให้เห็นความสำคัญกับ
เนื้อหาสาระ ที่จะถูกบรรจุอยู่ในบทเรียน และวิธีการที่ดีวิธีหนึ่งก็คือการวิเคราะห์เนื้อหาที่จะนำมา
ผลิตเป็นบทเรียน

การวิเคราะห์เนื้อหาเป็นขั้นตอนแรกของการพัฒนาบทเรียน ในการวิเคราะห์เนื้อหานั้นมีขั้นตอน
ย่อย ๆ ที่จะต้องทำตามลำดับ 3 ขั้นตอน คือ

ขั้นที่ 1 การสร้างแผนภูมิระดมสมอง (Brain Storm Creation)

ขั้นการสร้างแผนภูมิระดมสมอง เป็นการนำเอาเทคนิค การระดมสมอง (Brain Storm) เข้ามา
ประยุกต์ใช้ เพื่อรวบรวมหัวเรื่องที่ควรจะมีอยู่ในบทเรียน

หลักการการระดมสมองเป็นการระดมความคิด โดยผู้ร่วมระดมความคิดประมาณ 4-5 คน ช่วยกัน
คิดหาคำตอบหรือแก้ปัญหาที่ตั้งขึ้นทุกคนมีสิทธิที่จะคิดได้ เมื่อคิดแล้วความคิดนั้นก็จะถูก
บันทึกไว้ โดยไม่มีใครคอยโต้แย้งหรือคัดค้าน ดังนั้น ทุกคนจึงมีสิทธิที่จะคิดอย่างอิสระ ซึ่งเกิด
ประโยชน์คือ จะได้ความคิดมากมายที่อาจเป็นคำตอบ สำหรับในกรณีการพัฒนาบทเรียนก็จะเป็น
การระดมความคิด เพื่อรวบรวมหัวเรื่องที่ควรจะมีในบทเรียน

โดยเริ่มจากการเขียนหัวเรื่องที่สร้างเป็นบทเรียนไว้ตรงกลาง แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหา
วิชาจำนวน 4-5 คน ช่วยกันระดมสมองแจงหัวเรื่องที่ควรจะสอนในวิชานั้น โดยโยงออกจาก
ชื่อเรื่องหลัก ขยายออกไปเป็นชั้น ๆ มีเส้นเชื่อมให้เห็นความสัมพันธ์ของหัวเรื่องหลักกับหัวเรื่อง
ย่อยหลังจากผ่านกระบวนการระดมสมองแล้ว ผลที่ได้จะเป็นแผนภูมิระดมสมองที่แสดงถึงหัวเรื่อง
ที่ควรจะมีอยู่ในบทเรียน

ขั้นที่ 2 การสร้างแผนภูมิหัวเรื่องสัมพันธ์ (Concept Chart Creation)

แนวคิดของแผนภูมิหัวเรื่องสัมพันธ์คือ การจัดกลุ่มของหัวเรื่องที่ระดมสมองไว้ให้เป็นกลุ่มหรือ
หมวดหมู่ที่สัมพันธ์กัน โดยนำแผนภูมิระดมสมองมาศึกษาความถูกต้อง สอดคล้องของทฤษฎี
หลักการ เหตุผล ความสัมพันธ์ และความต่อเนื่องกันของหัวเรื่องอย่างละเอียด อาจมีการตัดหรือ
เพิ่มหัวเรื่องตามเหตุผลและความเหมาะสม จนสามารถอธิบายและตอบ คำถามได้

ขั้นที่ 3 การสร้างแผนภูมิโครงข่ายเนื้อหา (Content Network Chart Creation) แนวคิดของ
แผนภูมิโครงข่ายเนื้อหาคือ นำหัวเรื่องที่ได้จากแผนภูมิหัวเรื่องสัมพันธ์ มาจัดลำดับความสัมพันธ์
ของเนื้อหา โดยพิจารณาลำดับก่อนหลัง หรือคู่ขนานกันตามความจำเป็นที่จะต้องอ้างอิงกันตาม
หลักการเทคนิคโครงข่าย เนื้อหาบางอย่างเป็นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเนื้อหา เช่น การบวก
การลบ จะเป็นพื้นฐานของการคูณ การหาร จึงต้องให้เรียนเรื่องการบวก การลบก่อน เมื่อเขียน
เสร็จแล้วทำการพิจารณาความสัมพันธ์ของเนื้อหาในโครงข่ายนั้นอีกครั้งจนสมบูรณ์

2.6.2 ช่วงการออกแบบหน่วยการเรียน (Design)

การออกแบบหน่วยการเรียน นับเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ประกอบด้วยขั้นตอนที่จะต้องทำไปตามลำดับ 2 ขั้นตอน คือ

ขั้นที่ 4 กำหนดกลวิธีในการนำเสนอ และเขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของเนื้อหา

ในขั้นตอนนี้ เราจะจัดเนื้อหาที่มีให้เป็นหน่วยการเรียน เพื่อให้เหมาะสมกับ การเรียนของผู้เรียน
จากนั้นจึงสร้างแผนภูมิหน่วยการเรียนวิชา แล้วเขียนกำกับในแต่ละหน่วยการเรียน ด้วยวัตถุ
ประสงค์เชิงพฤติกรรมมี 3 ขั้นตอนย่อย คือ

1. การแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยการเรียน เป็นการแบ่งเพื่อให้เหมาะสมกับการเรียนแต่ละครั้ง
โดยเปรียบเทียบกับการสอนในห้องเรียนปกติ เช่น เนื้อหาการสอน ระดับชั้นประถมศึกษา 1 คาบ
ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ต่อหน่วยการเรียน เป็นต้น

ดังนั้น ในการแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยการเรียน จะแบ่งตามเงื่อนไขของเวลาที่ใช้สอนแต่ละครั้ง
สำหรับการผลิตบทเรียน 1 วิชานั้นโดยทั่วไปจะแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยการเรียน ประมาณ
13-15 หน่วยการแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยการเรียนนั้น จะเริ่มจากนำแผนภูมิโครงข่ายเนื้อหามา
พิจารณากลุ่มหัวเรื่องที่สามาถจัดไว้ในหน่วยเดียวกันได้ จากนั้นก็ตีกรอบล้อมรอบกลุ่มต่างๆ
ไว้จนครบอย่างไรก็ตาม การตีกรอบควรพิจารณาตามเงื่อนไขของเวลาที่ตั้งไว้ เมื่อเสร็จแล้ว
เนื้อหาในกรอบแต่ละกรอบ ก็คือ แต่ละหน่วยการเรียนที่ต้องการ

2. การสร้างแผนภูมิหน่วยการเรียนวิชา เมื่อเราแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยการเรียนได้แล้ว
ก็กำหนดอันดับของแต่ละหน่วยโดยเขียนเป็นตัวเลขลงไป จากนั้น ก็นำหน่วยการเรียนมาลำดับ
การนำเสนอตามลำดับ และความสัมพันธ์ในเดียวกับแผนภูมิโครงข่ายเนื้อหซึ่งจะได้ผลเป็น
แผนภูมิหน่วยการเรียนวิชา (Course Flow Chart) การกำหนด และเขียนวัตถุประสงค์เชิง
พฤติกรรมของเนื้อหาแต่ละหน่วยการเรียน นำหัวเรื่อง เนื้อหาแต่ละหน่วยการเรียน มาพิจารณา
กำหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่เหมาะสมแล้วเขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ได้กำหนด
กำกับไว้แต่ละหน่วยการเรียนให้เป็นระเบียบชัดเจน

ขั้นที่ 5 การออกแบบแผนภูมิ

การนำเสนอในแต่ละหน่วยการเรียนเมื่อได้แบ่งเนื้อหาออกเป็น
หน่วยการเรียน และสร้างแผนภูมิการเรียนวิชาแล้ว จะดำเนินการออกแบบแผนภูมิการนำเสนอ
เนื้อหาในแต่ละหน่วยการเรียนต่อไปเป้าหมายที่สำคัญในการออกแบบนั้นคือ การให้ผู้เรียนเกิด
การเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ตั้งไว้ ในการออกแบบนั้น จะคำนึงถึงกระบวนการ
นำเสนอทั้งหมด ซึ่งจะมีการนำเข้าบทเรียน การนำเสนอเนื้อหาสาระ การทบทวนเสริมความเข้าใจ
และการสรุปบทเรียน รวมทั้งการใช้เทคนิควิธีการสอน การใช้สื่อต่างๆที่เหมาะสม และสิ่งที่สำคัญ
ที่การออกแบบการสอนทั่วๆไปไม่มีก็คือ จะต้องออกแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างบทเรียนกับผู้เรียน
ซึ่งเป็นสิ่งที่คอมพิวเตอร์สามารถทำได้สำหรับขั้นตอนการออกแบบแผนภูมิการนำเสนอ ในแต่ละ
หน่วยการเรียนนั้น จะเริ่มจากการพิจารณาเนื้อหาแต่ละช่วงพร้อมคิดวิธีการสอน สื่อที่ใช้และ
ลักษณะปฏิสัมพันธ์ในหัวข้อนั้นๆทีละหัวข้อ พิจารณาไปทีละลำดับ ทำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมด
หน่วยการเรียนนั้น แล้วจึงเริ่มทำหน่วยการเรียนถัดไป เพียงเท่านี้ก็จะได้แผนภูมิการนำเสนอใน
แต่ละหน่วยการเรียน

2.6.3 ช่วงการพัฒนาหน่วยการเรียน (Development)

ขั้นตอนการพัฒนาหน่วยการเรียน เป็นการพัฒนาเนื้อหาหน่วยการเรียนให้สมบูรณ์ก่อนที่จะนำไป
เขียนโปรแกรม ประกอบด้วยขั้นตอนย่อยๆ 4 ขั้นตอน

ขั้นที่ 6 การเขียนรายละเอียดเนื้อหาลงบนกรอบการสอน

การเขียนรายละเอียดเนื้อหาลงบนกรอบการสอน หรือการเขียนสคริปต์ หากเปรียบเทียบกับการ
ผลิตรายการโทรทัศน์ ก็คือ การเขียนบทรายการก่อนที่จะนำไปถ่ายทำจริงหลังจากได้ออกแบบ
แผนภูมิการนำเสนอในแต่ละหน่วยการเรียนเสร็จแล้วในขั้นตอนต่อไป จะนำแผนภูมิการนำเสนอแต่ละหน่วยการเรียนที่ได้ออกแบบไว้ มาเป็นแนวทางในการเขียนรายละเอียดของเนื้อหาโดยเขียนลงบนกรอบที่ออกแบบไว้ เราเรียกว่า “กรอบการสอน”สำหรับการเขียนเนื้อหาลงในกรอบ
การสอน จะต้องเขียนไปทีละกรอบ ตามลำดับเนื้อหา และวิธีการสอน ที่ได้ออกแบบไว้ เขียนจน
กระทั่งครบทุกเนื้อหา ก็เสร็จสิ้นกระบวนการนี้

ขั้นที่ 7 การจัดลำดับกรอบการสอน

ในขั้นตอนนี้ จะเป็นการนำกรอบการสอนมาตรวจสอบลำดับการนำเสนอเนื้อหา ที่ได้วางแผนไว้
ขั้นตอนนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการตรวจสอบลำดับการสอนของกรอบการสอนที่ได้เขียน
ไว้ ว่ามีความต่อเนื่องกันหรือไม่ในการตรวจสอบลำดับเนื้อหา จะมีการตรวจสอบ 2 ขั้นตอน คือ

1.การตรวจสอบความต่อเนื่องของเนื้อหาในหน่วยการเรียนเดียวกันเพื่อดูว่ามีความเหมาะสมต่อ
เนื่องกันหรือไม่ และตอบสนองวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมครบถ้วนหรือไม่

2. การตรวจสอบความเชื่อมโยงของเนื้อหาในแต่ละหน่วยการเรียน เพื่อดูว่าการเชื่อมโยงของ
เนื้อหาแต่ละหน่วยเป็นไปตามที่ได้วิเคราะห์ไว้หรือไม่

ขั้นที่ 8 การตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา

ภายจากการนำกรอบการสอนไปจัดเรียงลำดับ และตรวจสอบอย่างถูกต้องแล้วในขั้นตอนนี้
จะเป็นการนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้น ไปทำการตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาที่
พัฒนาขึ้น โดยทำ 2 ด้านต่อเนื่องกัน คือ การตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา โดยผู้เชี่ยวชาญ
ด้านเนื้อหา การตรวจสอบความถูกต้อง เป็นการรับรองคุณภาพของเนื้อหา ว่าถูกต้องก่อนที่
จะนำไปพัฒนาเป็นบทเรียน การตรวจสอบนั้น อาจจะให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินลงในกรอบการสอน
หรือ ประเมินควบคู่กับแบบฟอร์มที่เป็นปลายเปิด

นำไปทดลองกับกลุ่มเป้าหมาย ที่จะเรียนเนื้อหานั้นๆ เพื่อทดสอบความเข้าใจในการเรียนเนื้อหา
และการสื่อความหมายของสำนวนที่ใช้ ตลอดจนรูปแบบที่สื่อความหมายต่อผู้เรียน ในขั้นนี้
จะต้องใช้กลุ่มเป้าหมายจริง โดยคัดเลือกประมาณ 9-12 คน ให้ทดลองเรียนเนื้อหาจากนั้น
จึงรวบรวมข้อมูลที่ได้มาปรับแก้ให้สมบูรณ์

ขั้นที่ 9 การเขียนและประเมินคุณภาพของแบบทดสอบ

ในขั้นนี้ จะเริ่มจากการสร้างแบบทดสอบตามหลักการพัฒนาข้อทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ โดยอ้างอิง
ตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ได้กำหนดไว้ จากนั้นนำไปทดลองกับกลุ่มที่เคยเรียนเนื้อหานั้น
มาแล้ว โดยใช้ประมาณ 30-100 คน นำผลทดสอบมาหาค่าความยากง่ายค่าอำนาจจำแนก
ค่าความเชื่อมั่น และค่าความเที่ยง โดยข้อสอบที่ดี ควรเหมาะสมกับระดับความสามารถ และ
ระดับของผู้เรียน

หลังจากนำแบบทดสอบไปทดลองแล้ว นำข้อที่ยังไม่ได้ตามเกณฑ์ไปปรับปรุงแก้ไข จนกว่า
จะใช้ได้ ผลที่ได้ทั้งหมด
ซึ่งได้แก่ กรอบการสอนที่ได้ตรวจสอบคุณภาพแล้ว และแบบทดสอบที่ได้ตามเกณฑ์ จะรวมกัน
เป็นตัวบทเรียนที่พร้อมด้วยส่วนของการวัด และ การประเมินผล ซึ่งพร้อมที่จะนำไปจัดทำเป็น
โปรแกรมต่อไป

2.6.4 ช่วงการพัฒนาเนื้อหาลงบนคอมพิวเตอร์ในการพัฒนาเนื้อหาสู่โปรแกรมนี้ จะประกอบด้วย
3 ขั้นตอน คือ

ขั้นที่ 10 การเรียกโปรแกรมที่จะใช้นำเสนอบทเรียน

ในขั้นนี้ จะเป็นการคัดเลือกโปรแกรมที่จะใช้ในการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์โดยแต่ละ
โปรแกรม ก็มีความสามารถในการสร้างงานที่แตกต่างกัน ดังนั้น ผู้พัฒนา  บทเรียนจึงควรเลือก
โปรแกรมที่จะนำมาสร้างโดยพิจารณาโปรแกรมที่เหมาะสม และสามารถสนองตอบต่อความ
ต้องการได้

โปรแกรมที่ใช้นำเสนอบทเรียน สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. โปรแกรมช่วยสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์แบบสำเร็จรูป เป็นโปรแกรมที่ออกแบบมาสำหรับ
ช่วยสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ ข้อดี คือ ใช้งานง่าย และสามารถรองรับสื่อมัลติมีเดีย
ได้อย่างมีประสิทธิ-ภาพ ข้อด้อย คือ ไม่เหมาะกับงานที่สลับซับซ้อน

2.โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ทั่วๆไป เช่น ภาษาซี ภาษาแอส-แซมบลี ภาษาปาลคาล เป็นต้น
ข้อดี คือ สามารถสร้างบทเรียนที่สลับซับซ้อนได้ดี ข้อด้อย คือ ใช้งานยากผู้ใช้ต้องมีความ
ชำนาญด้านการเขียนโปรแกรมมาก

ขั้นที่ 11 การพัฒนาและจัดเตรียมสื่อที่จะใช้ประกอบบทเรียน

ขั้นตอนนี้ จำเป็นต้องใช้ในการผลิตบทเรียน สื่อต่างๆ ที่จะต้องเตรียมได้แก่ ภาพนิ่ง ภาพ
เคลื่อนไหว เสียง ภาพกราฟิกต่างๆเมื่อทำการผลิตสื่อต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ก็ทำการบันทึกเป็น
ไฟล์ไว้ และจัดเก็บแยกเป็นแฟ้มๆ ไว้ เพื่อให้สามารถเรียกใช้ได้สะดวก

ขั้นที่ 12 นำข้อมูลเนื้อหาลงโปรแกรม

หลังจากเตรียมทุกอย่างแล้ว ก็จะนำข้อมูลเนื้อหาที่พัฒนาไว้บนกรอบ การสอนจัดลงโปรแกรม
พร้อมสื่อต่างๆ ที่ได้จัดเตรียมไว้ในการลงโปรแกรมนั้น ผู้ดำเนินการจะต้องทำด้วยความปราณีต
ในระหว่างทำ ควรตรวจสอบสื่อต่างๆ และลำดับการนำเสนอเนื้อหาว่าถูกต้องตามกรอบการสอน
ที่ได้ออกแบบไว้รวมทั้ง ลำดับการเชื่อมโยงของเนื้อหา

2.6.5 ช่วงการประเมินผลบทเรียน

ช่วงการประเมินผลบทเรียน เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการพัฒนาบทเรียน นับเป็น ขั้นตอนที่สำคัญ
และขั้นที่ขาดไม่ได้ในกระบวนการวิจัยเชิงพัฒนา เพราะเป็นการตรวจสอบผลการวิเคราะห์และ
การออกแบบ ว่าจะใช้ได้ผลตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ ในการประเมินผลบทเรียน ที่ได้พัฒนาขึ้น
จะประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ

ขั้นที่ 13 การตรวจสอบคุณภาพมัลติมีเดียของบทเรียน

ขั้นตอนนี้ เป็นการตรวจสอบคุณภาพมัลติมีเดียของบทเรียนคอมพิวเตอร์ ที่สร้างเสร็จแล้ว โดย
ให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านมัลติมีเดียเป็นผู้ตรวจสอบ ซึ่งอาจจะตรวจสอบสื่อต่างๆ เช่น สีของ
ตัวอักษร และสีของพื้นหลังเหมาะสมหรือไม่ การออกแบบหน้าจอรวมทั้งการเชื่อมโยงของกรอบ
การสอนในแต่ละกรอบ ภายหลังจากการตรวจสอบคุณภาพเรียบร้อบแล้ว นำมาปรับปรุงให้สมบูรณ์
ก็จะได้บทเรียนที่พร้อมจะนำไปทดลองหาประสิทธิภาพต่อไป

ขั้นที่ 14 การทดลองกระบวนการการทดสอบหาประสิทธิภาพ

ขั้นตอนนี้ เป็นการทดลองขั้นตอน หรือกระบวนการในการหาประสิทธิ-ภาพก่อนที่จะหา
ประสิทธิภาพจริง โดยการนำกลุ่มเป้าหมายจำนวนประมาณ 10 คน ทำการทดลองในขณะ
ทดลองหาประสิทธิภาพนั้นก็เก็บข้อมูลต่างๆ เอาไว้ ซึ่งข้อมูลเหล่านั้น จะเป็นประโยชน์ในการหา
ประสิทธิภาพจริง แต่หากปัญหาใด ที่ต้องแก้ไข เช่น การสื่อสารระหว่างบทเรียนกับผู้เรียน
ก็แก้ไขข้อมูลนั้น ให้เรียบร้อยก่อนที่จะนำไปทดสอบหาประสิทธิภาพจริง

ขั้นที่ 15 การทดลองหาประสิทธิภาพของบทเรียนและประสิทธิผลทางการเรียน

ขั้นตอนนี้ เป็นการทดลองหาประสิทธิภาพของบทเรียน และประสิทธิผลทางการเรียน ซึ่งจะใช้
กลุ่มตัวอย่างเป้าหมายไม่น้อยกว่า 30 คน มาทำการทดสอบหาประสิทธิภาพของบทเรียน
บทเรียนที่ดีจะมีค่าประสิทธิภาพในกระบวนการเรียนจะใกล้เคียงกับค่าประสิทธิภาพหลังการเรียน
(E1  / E2) และค่าประสิทธิผล (Epost  – Epre) ควรจะมีค่าสูงกว่า 60 หากได้ผลตาม เป้าหมาย
ที่ตั้งไว้ ถือว่าบทเรียนนั้นใช้ได้ แต่ถ้าหากไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ก็จะต้องนำไปปรับ-ปรุงแก้ไข
ให้ได้ผลตามที่ต้องการ

ขั้นที่ 16 จัดทำคู่มือการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

หลังจากผลิตบทเรียนเสร็จแล้ว จะต้องทำคู่มือการใช้บทเรียน เพื่อใช้ประกอบ  การเรียน หรือ
หากมีปัญหาสงสัย ก็สามารถที่จะเปิดดูได้จากคู่มือนี้ ดังนั้น คู่มือจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้เรียน
เข้าหาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้สะดวก และถูกต้องภายในคู่มือนั้น

จะประกอบด้วยหัวข้อ ดังนี้

1.บทนำ

2.เป้าหมายของบทเรียน

3.อุปกรณ์ที่ใช้งาน

4.การติดตั้งโปรแกรม

5.การกำหนดหน้าจอคอมพิวเตอร์

6.การเริ่มเข้าบทเรียน

7.ข้อมูลเสริมที่ควรทราบ

8.ข้อควรระวังในการใช้งาน

9.ข้อมูลผู้พัฒนาบทเรียน

10.วันที่เผยแพร่

2.6.6 ทดสอบและปรับปรุงแก้ไข

1.นำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อทดสอบการสื่อความหมายและหา
ข้อบกพร่องของบทเรียนเพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุง

2.ปรับปรุงแก้ไข

3.เปรียบเทียบคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน